หน้าแรก หลักสูตร ความรู้ เกี่ยวกับเรา บุคคลากร ติดต่อเรา
ความประทับใจ What Dreams May Comes

บันทึกความประทับใจใน  “What Dreams May Come”

ผศ.ดร.ธีรวรรณ ธีระพงษ์


    หลังจากเข้านอนเรียบร้อยในคืนหนึ่ง ก็มีเหตุให้ลุกขึ้นมาเขียนความประทับใจในหนังเรื่อง What Dreams May Come ความคิดต่างๆ ไม่รู้ว่าพรั่งพรูมาจากไหน ดูหนังมาก็มากเคยคิดว่าได้รับอะไรมากมายจากหนังหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ได้ฉุกคิด ปลง สนุก ขำ ปลื้ม ทึ่ง รวมทั้งได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาสอนหนังสือ แต่ที่แน่ ๆ การได้ปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากความคิดคำนึงนี่จะได้จากหนังทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้พิเศษจริง ๆ ได้รับเกือบทุกอย่างที่ว่ามา และได้ตอกย้ำความเข้าใจที่มีต่อโลกต่อชีวิตมาก ๆ จึงอยู่เฉยไม่ได้ ลุกขึ้นมานั่งทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ...เขียนถึงหนัง


    ความรู้สึกแรกสุดที่ผุดออกมาคือ รู้สึกว่าความเข้าใจที่มนุษย์จะพึงมีต่อมนุษย์มันช่างซับซ้อน แต่ถ้าเกิดขึ้นได้แล้วเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน เป็นสิ่งที่มีค่าหาอะไรเปรียบได้ยาก  ทุกคนคงจำฉากประทับใจฉากหนึ่งได้ ที่พ่อเข้าไปคุยกับแม่ที่สนามหญ้าในสถานบำบัดทางจิต  พ่อเพิ่งจะเข้าใจว่าได้ทอดทิ้งให้แม่เจ็บปวดกับการสูญเสียลูกเพียงลำพัง พ่อเองดูเหมือนจะชิงทำใจได้ หลบหนีจากความรู้สึกเศร้านั้นไปก่อน แต่ก็เป็นเพียงแค่การตัดขาดจากอารมณ์เศร้าเสียใจเท่านั้นเอง ในที่สุดพ่อก็ได้ช่วยแม่ออกมาจากบ่อแห่งความทุกข์ตรมด้วย “ความเข้าใจ” และอีกครั้งหนึ่งที่พ่อได้ช่วยแม่ เป็นช่วงที่ต่างคนต่างไม่มีร่างกาย และอยู่กันคนละที่ ที่ ๆ แม่อยู่นั้นพ่อและทุก ๆ คน มองว่าช่างเป็นที่ ๆ ทุกข์ทรมาน พ่อพยายามจะตามหาแม่ ในที่สุดก็พบแต่พาแม่ออกไปไม่ได้ ด้วยความเชื่อบางอย่างของแม่ ได้ปิดกั้นไม่ให้พ่อเข้าถึงแม่ พ่อจึงต้องยอมสละตัวเอง ตัดสินใจลงไปอยู่ในความมืดมัว (ซึ่งก็คือความเชื่อของแม่เองนั่นแหละ) ด้วยเหตุว่าจะไม่ยอมทิ้งแม่อีกแล้ว จุดนี้เองทำให้แม่ยอมเปิดประตูความคิดของตนเองรับพ่อเข้าไป เพียงแค่พ่อได้เข้าไปในโลกของแม่เท่านั้น พ่อก็ได้พาแม่ออกมาจากความมืดมัวนั้นได้ทันที โดยที่พ่อเองแทบจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ความเข้าใจนั้นมีคุณค่าเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิตเชียวนะ (แม้ไม่มีชีวิตแล้วก็ยังเปลี่ยนได้) ทำให้นึกถึงคำพูดของนักจิตวิทยากลุ่ม Gestalt ที่ว่า “ถ้าคนเราทุกคนมีคนในโลกนี้อย่างน้อยที่สุดแค่หนึ่งคนเท่านั้นที่เข้าใจเราได้อย่างถ่องแท้ คนเดียวเท่านั้น เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตของเรามีค่าแล้ว”

    นอกจากความเข้าใจที่พ่อมีแล้ว พ่อยังมีความกล้าหาญสมกับการเป็นผู้นำจริง ๆ อาจารย์โสรีช์ โพธิแก้ว อาจารย์ที่เคารพรักมากท่านหนึ่ง เคยบอกว่า “การเป็นผู้นำต้องผ่านวันอันโดดเดี่ยว เงียบเหงา ว้าเหว่ เพราะว่าไม่มีใครจะเข้าใจ เมื่อเวลาผ่านไปจึงจะค่อย ๆ มีผู้ตาม”  ผู้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางครั้งต้องยอมเสียอะไร เพื่อให้ได้อะไร บางครั้งต้องสูญเสียความปกติ ความเหมือนกับคนทั่วไป เพื่อที่จะได้รับอะไรบางอย่างที่คุ้มค่า ต้องกล้า แต่อยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ อย่างเช่นตอนที่พ่อกลับขึ้นไปบอกวิญญาณที่เป็นจิตแพทย์ว่า “เอาล่ะ ฉันยอมแพ้แล้ว...ฉันจะอยู่ที่นี่กับเธอ” จริงๆ แล้วพ่อชนะเพราะพ่อได้เข้าไปอยู่ในโลกของแม่แล้วอย่างแท้จริง เหมือนประโยคนี้เลยว่า “Sometime, when you lose, you win”

    หนังยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า สิ่งที่เป็นไปอยู่ทุกวันนี้เรากำหนดจากความเชื่อ ความคาดหวังของเรา และชี้ว่าสิ่งที่เดินทางในความคาดหวังมีอิทธิพลต่อเราเพียงใด ถึงแม้พ่อคนนี้จะเป็นคนที่มีญานของความเข้าใจอะไรดี ๆ แต่ก็เคยพลาดเคยเผลอไปคาดหวังกับลูกทั้ง 2 คน ทำให้เจ็บปวดกันมาแล้วหลายครั้งและเมื่อไม่มีลมหายใจแล้ว ความคาดหวังก็ยังตามมาเป็นสิ่งลวงตา กว่าจะรู้ว่าภาพที่ลวงตาอยู่นั้นคือลูกที่เขารักนักหนาก็ตั้งนาน นั่นไม่ใช่เพราะความคาดหวังล่ะหรือ (โชคดีนะที่พ่อจำคำพูดที่ให้ไว้กับลูกชายได้ “คนที่จะกอดคอไปนรกด้วยกันก็มีแต่ลูกชายคนนี้เท่านั้น”)

    ความเชื่อของเรามีอิทธิพลไม่เว้นแม้แต่ภาพของนรก-สวรรค์ การตีความนรก-สวรรค์ ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นความเชื่อของแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม  เราจะเห็นสวรรค์ของพ่อคือภาพเขียนของแม่ที่อยู่ในใจพ่อมาตลอด สวรรค์ของลูกสาวคือภาพในห้องนอนที่อยู่ในใจเธอมาตลอดเหมือนกัน แต่นรกของแม่นี่สิ หนังเรื่องนี้ตีความนรกของแม่ได้ถูกใจนักจิตวิทยาอย่างเรานัก นรกของแม่ คือความเชื่อในใจแม่ แม่ได้เอาความรู้สึกผิดที่คิดเสมอว่าตนเป็นสาเหตุให้ลูก ๆ และในที่สุดคือพ่อต้องตาย แม่มีคำว่า “ถ้าเพียงแต่ฉัน...ๆ ๆ” มาเป็นกำแพงกั้นตัวเองอยู่ในนรก ขมุกขมัว สิ่งที่อยู่ในนรกมีแต่เลวร้าย ดูแล้วทำให้รู้สึกเหลือเกินว่า การคิดอะไรในทางร้าย ๆ เสมอ ๆ เหมือนตกนรกทั้งเป็น

    อิทธิพลของความเชื่อส่วนตัวยังไม่หมดนะ การรับรู้หนังเรื่องนี้ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เมื่อมาคุยกันจึงได้รู้ คนที่น่ารักที่มาชวนให้ดูคนแรกบอกว่า “ไปดูสิ แล้วจะรู้ว่าการมีใครสักคนน่ะดีขนาดไหน” พอเราไปดูออกมาก็ “โอ้โฮ้! เอาเรื่องจิตวิทยา ปรัชญา ศาสนา มาผสมกลมกลืนกันอย่างสวย ๆ หวาน ๆ ได้ดีจริง ๆ” และมีเด็กซน ๆ ออกมาบอกว่า “ชอบตอนที่ได้บีบสีเลอะ ๆ”  ส่วนคนที่รู้สึกว่าถูกบีบคั้นจากสังคม ก็มุ่งมองในช่วงที่พ่อสามารถแหกกฎสวรรค์ได้ คนที่ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอาจจะบอกว่า “ดีจังเลยที่คู่แท้ (soul mate) สามารถสื่อถึงกันได้แม้จะอยู่ต่างภพ”  ถึงแม้ว่าต่างคนต่างมีมุมมองต่าง ๆ นานา อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ประทับใจหนังเรื่องนี้ มารวมกลุ่มกัน มาสื่อสัมพันธ์กันได้ อย่างไรก็มีประโยชน์อยู่ดี ส่วนคนที่ไม่ชอบก็มีประโยชน์ ถือเป็นการพักผ่อน หลับในโรงหนังไปเลย

    แต่มีประเด็นแปลก 2 ประเด็นที่เด็กซน ๆ คนหนึ่งสงสัย  บอกเท่าไหร่ ๆ ว่าเป็นความสงสัยที่เข้าท่าก็ไม่เชื่อ ประเด็นแรกเขาบอกว่า “เหมือนไม่ตาย ทุกคนไม่ตาย” เพื่อน ๆ ที่ฟังอยู่ก็ช่วยสนับสนุนว่าดี ต่อไปนี้จะได้ไม่กลัวความตาย  อย่างนี้ต้องให้ไปอ่านหนังสือท่านพุทธทาส มีคนมาถามท่านว่า “เวลาตายแล้วเราไปไหน” ท่านบอกว่า “ไม่มีคน ไม่มีใครตาย ไม่มีใครไปไหน” คนเป็นเพียงคำที่เราใช้ระบุเท่านั้น สิ่งที่มาปรากฏเบื้องหน้าเราคือ “ธรรมชาติ” ถึงเวลามันก็แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของมัน”

    อีกประเด็นหนึ่ง เด็กซน ๆ บอกว่า ถึงแม้จะมีนักจิตวิทยา แต่ในที่สุดพ่อก็ต้องแก้ปัญหาเอง (พูดแบบประชด ๆ หน่อย ๆ) ก็เลยสบโอกาสเหมาะที่จะสอนเลยว่า “นั่นน่ะ counseling (การปรึกษา) ใช่มั๊ยล่ะ พาผู้รับการปรึกษาเดินทาง บุกป่า ฝ่าดงไปจนพบ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเขาแล้ว โจทย์ของใครก็ของใคร

    การดำเนินเรื่องของหนังช่วงที่ยาวที่สุดช่วงหนึ่งที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นตอนที่ลูกชายในภาพของอาจารย์หมอผิวดำมาสอนพ่อ เพราะพ่อเป็นวิญญาณที่หลงทาง พ่อใช้ชีวิตแบบวิญญาณไม่เป็น เพราะเคยชินกับการเห็นภาพด้วยตา รับรสด้วยลิ้น ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้ยินด้วยหู สัมผัสด้วยกาย แต่ไม่เคยทำทุกอย่างที่ว่านี้ด้วยใจ พ่อต้องหัดใช้ใจในการมีชีวิตแบบวิญญาณ ๆ แล้วเราก็ได้เห็นผ่านจอหนังว่ามีอะไรอยู่ในใจพ่อบ้าง หนังเสนอช่วงนี้ได้น่ารัก ผ่านภาพสวยๆ ทำให้อยากจะทำได้ขึ้นมาบ้าง ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่แหละ สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจ เผื่อว่าจะเป็นคนที่มีการรับรู้ที่ชัดเจนขึ้น

    สุดท้ายนะ หนังชี้ให้เห็นพลังบางอย่างที่อยู่ในครอบครัวนี้ ที่เป็นสื่อ ที่นำทุกคน ที่เป็นเรี่ยวแรง เป็นกำลังใจให้ตามหากัน มาพบกัน...ความรัก...ความรักเป็นสิ่งดี (ดีจนอยากมีแฟนอย่าง โรบิน วิลเลี่ยม) และดีจริง ๆ จนทำให้คิดว่า ถ้าเรารักการดำเนินชีวิต รักสิ่งรอบ ๆ ตัว รักงาน รักการเรียน อย่างที่คนในครอบครัวนี้รักกัน จะทำให้เรามีพลังที่จะดำเนินชีวิต ที่จะทำงาน ที่จะเรียนขนาดไหนกันนะ...แต่อย่างน้อยความรักที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อจะมานั่งบันทึก...เฮ้อ! ประทับใจ

 

 

เมื่อ : 2013-01-27